|
"เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้อง=_=ซึ้งนะฮะ_ ขอบอก"
.....................................................
>> 6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...
>>
>>
>> ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
>>
>> แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
>>
>> ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
>>
>> วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน
>> ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
>>
>> พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
>> โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
>>
>> "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
>>
>> ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
>>
>> "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
>>
>> พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
>>
>> ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า
>> "ผมขโมยเองครับ"
>>
>> ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
>>
>> พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
>>
>> พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเอง
แกยังขโมยได้
>> ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
>>
>> คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
>> แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
>>
>> กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
>>
>> น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ
>> ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว"
>>
>> ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
>>
>> หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
>>
>> ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
>> เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
>> ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
>> ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
>>
>> คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
>>
>> ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ"
>>
>> แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
>> "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
>>
>> ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
>> "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
>>
>>
>> พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
>>
>> "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
>> พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
>>
>> คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน
เพื่อขอยืมเงิน
>>
>> ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
>> "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
>> ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
>>
>> แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
>>
>> ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด
>> น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
>> และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
>> ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
>>
>> "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ
>> แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
>>
>> ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ...
>> ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ...
>>
>> ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
>>
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม
>> ที่ไซท์ก่อสร้าง ... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
>>
>> วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
>> เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ
อยู่ข้างนอกแน่ะ"
>>
>> ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
>> ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า
>> "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
>>
>> น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
>> ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
>>
>> ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
>> และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
>> เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
>>
>> จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
>> เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ
>> ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
>>
>> ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
>> ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ...
>> วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า
>> หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
>>
>> เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
>>
>> หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
>> "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
>> เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
>>
>> แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก
>> วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
>> ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
>> น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
>>
>> ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
>> ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
>>
>> ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม
>>
>> "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
>> มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
>> และ..."
>>
>> น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
>> น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
>> หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
>>
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
>> ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
>>
>> ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว
>> ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
>>
>> น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
>> เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
>> ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
>>
>>
>> สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
>> เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ...
>> แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
>>
>> วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
>> และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
>>
>> ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
>> น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก
จึงตวาดน้องไปว่า
>>
>> "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
>> ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ
>> เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
>>
>> คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
>> "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
>> ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
>> คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
>>
>> น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า
>> "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
>>
>> "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
>> เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
>> เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน
>>
>> ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
>> "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้"
>>
>> น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ...
>> และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
>>
>> "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
>> เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน
และเดินกลับบ้าน
>> วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
>> และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
>> เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
>> เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
>> ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
>>
>> เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
>>
>> คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้
>> คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
>>
>> ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
>> น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
>> จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
>> คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
>> แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
>> ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
>> หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม...
จบแล้ว
เป็นงัยฮะซึ้งมั้ยฮะToT
By : ภูเก็ตฮะ   Date : 27 Jul 2005 15:58
|