|
Love in a mist. 1
สายลมที่พัดเอื่อยอ่อยอยู่นอกหน้าต่าง ทำเอาเสียงกรุ้งกริ๊งของโมบายดังปลุกร่างบอบบางที่นอนอยู่ภายใต้ผ้านวมสีสวย เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ กระพริบช้าๆ พยายามปรับสภาพการมองเห็นของตัวเองให้เข้ากับความสว่างด้านนอก
หัวคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าด้วยกันจนแทบจะยุ่ง เจ้าของดวงตาหวานซึ้งจับภาพผ้าม่านสีขาวที่ขยับเบาๆ ตามแรงลมด้านนอก ก่อนจะหันมองสำรวจห้องและเตียงที่ตนเองใช้พักผ่อนเมื่อคืนที่ผ่านมา
มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นระเบียงแคบๆ ด้านนอก เธอมองอะไรไม่ชัดนัก เพราะนี่คงยังเป็นช่วงเช้าตรู่ ร่างเล็กขยับตัวหย่อนขาลงจากฟูกหนาที่วางกับพื้นไม้ในห้อง ก่อนจะค่อยๆ ขยับลุกขึ้นยืน เธอรู้สึกปวดไปทั้งตัว ราวกับว่า ร่างกายของเธอวิ่งมานับพันๆ กิโลอย่างไงอย่างนั้น แต่เมื่อก้มลงสำรวจร่างกายของตัวเองเธอก็ได้รับรู้ว่า...
เธอไม่ได้วิ่งมาไกลนับร้อยๆ กิโล แต่เธอคงเจอเข้ากับสงครามที่ไหนสักที่เป็นแน่!
รอยพกช้ำตามหน้าแข่งหลายทีมันมีสีเข้มจนเธอตกใจ ไหนจะที่ต้นขาสวยๆที่มีเพียงกางเกงสั้นจู๋ปกปิดอยู่นั่นอีก เธอรู้สึกแปล๊บๆแค่แตะเบาๆ เธอก็พอจะรู้ว่ามันต้องมีรอยช้ำเป็นปื้นแน่ๆ เมื่อก้มลงไปดูถึงได้รู้ว่าเธอคิดไม่ผิดเลย แถมตามฝ่ามือของเธอก็มีผ้าพันแผลติดอยู่ด้วย ไหนจะตามแขนที่พอพยายามถลกแขนเสื้อเชิ้ตยาวนั้นขึ้นเธอก็เห็นรอยพกช้ำเหมือนกับตามเรียวขาของเธอเช่นกัน
เจ้าของร่างบางเริ่มรู้สึกงุนงงผสมกับความปวดร้าวตามร่างกาย เธอเริ่มคิดว่าตัวเองได้แผลมากมายอย่างนี้มาจากไหน แต่สิ่งที่รับรู้ก็คือ อาการปวดจี๊ดที่ศีรษะ จนต้องยกมือขึ้นไปแตะ เธอถึงได้รู้ว่า...เธอมีแผลที่ศีรษะ มันอาจจะใหญ่หรือเล็กก็ได้ เธอไม่รู้ แต่มันคงหนักมากพอจนต้องพันแผลไว้แน่นหนาขนาดนี้ ไหนจะอาการปวดตึบๆ นี่อีก...
...เจ็บ! เสียงหวานนั้นแหบพร่า ก่อนเจ้าตัวจะกระแอมไออยู่สองสามที เพราะรู้สึกเหมือนพูดอะไรแล้วไม่มีเสียง เธอเริ่มสอดส่ายสายตาไปตามห้องพักอีกครั้ง...
ห้องนี้ตกแต่งอย่างเรียบๆ ไม่มีอะไรมาก มีเพียงฟูกสีขาวนวลที่เธอเพิ่งลุกออกมา โต๊ะเล็กๆ ชิดหัวนอนด้านบนทั้งซ้ายขวา มีโคมไฟแบบแฮนเมดกลางเก่ากลางใหม่ มองเลยไปที่ผนังห้องมีตู้ไม้ที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า ถัดไปอีกนิดคือบานประตู มองมาทางซ้ายมือของเธอ มีโต๊ะไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ชิดกับบานหน้าต่างที่อยู่สูงจากพื้นไม่ถึงสองฟุตเปิดไว้รับลม พร้อมกับเบาะรองนั่งหนึ่งอัน พอเธอกลับหลังหัน ก็พบกับบานหน้าต่างบานใหญ่ที่สูงตั้งแต่พื้นห้องจรดเพดาน มันเปิดอ้าทุกบาน ทอดตัวสูงระเบียงด้านนอก...
สองขาเรียวสวยที่มีรอยพกช้ำเป็นเครื่องประดับเดินช้าๆ ออกไปที่ระเบียง เธอพยายามคิดว่าเธอมาอยู่ที่ห้องนี้ได้ยังไง แต่เธอก็คิดไม่ออก ยิ่งคิดก็เหมือนจะรู้สึกปวดแผลที่หัวตุบๆ ไหนจะความว่างเปล่าในสมองนั่นอีก...
ก่อนที่สองขาของเธอจะก้าวออกไปที่ระเบียง เสียงกุกกักจากประตูที่เธอหันหลังให้ก็ดังขึ้น ร่างบอบบางที่สังขารไม่พร้อมรบของเธอหันขวับกลับมามองทันที เธอจ้องเขม่งไปที่บานประตู้ไม้ที่ค่อยเปิดออก มีเสียงดังแอ๊ดเบาๆ แม้จะไม่ดังมาก แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าหากเป็นแมวเธอคนจะขู่ฟ่อแน่ๆ
ตื่นแล้วเหรอ? เสียงนุ่มนั้นไม่ได้ทำให้เธอลดท่าทางหวาดผวาและเตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัวเองอย่างสุดกำลังลงเลย...
ดวงตาสวยของเธอจ้องมองร่างสูงที่เป็นแขกยามเช้าที่เธอไม่ได้รับเชิญชนิดที่เรียกได้ว่า หากเป็นมีดมันคงมาจ่อที่คอหอยแล้ว...
แขกยามเช้าถอนหายใจกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ พร้อมกับอาการส่ายศีรษะไปมาช้าๆ ก่อนจะวางชามสแตนเลทขนาดกลางที่โต๊ะเล็กริมหน้าต่าง
เธอยังคงมองท่าทางของเขาด้วยความระมัดระวัง อีกฝ่ายไม่มีท่าทีรุกไล่อย่างที่หวาดระแวงอย่างไร้เหตุผล แต่กลับแสดงอาการสบายๆ ซะมากกว่าด้วยซ้ำ
เธอมองสบตากับแววตาวิบวับกึ่งขำที่เหลือบมาสบตากับเธอ รู้สึกไม่ชอบใจซะอย่างนั้นแหละ มามองอย่างนี้แล้วไหนจะไอ้รอยยิ้มกวนๆ นั่นอีก...
ถ้าฉันคิดจะทำอะไรเธอคงทำไปตั้งแต่เธอนอนแหมะบนเตียงเมื่อคืนแล้วล่ะ เลิกทำท่าทางเหมือนจะข่วนหน้าฉันได้แล้ว ประโยคยาวๆ นั้นไม่ได้ทำให้ท่าทางของเธอผ่อนคลายขึ้นเลยสักนิด ทำเอาคนพูดต้องไหวไหล่ช้าๆ หันไปจัดการรวบผ้าม่านแทน
เธอมองท่าทางของเขาอย่างพิจารณา หน้าตาของเขาไม่เหมือนคนร้ายเลยสักนิด ถึงแม้เธอจะรู้สึกแปลกๆ อยู่ก็เถอะ เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นผู้หญิงที่ดูคลายผู้ชายมากกว่า...
ผมสไลด์เป็นทรงเหมาะกับใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้าน จมูกโด่งเป็นสัน รับกับแนวคิ้วเข้ารูปสวย ดวงตาแพรวพราวสดใส มีเสน่ห์ ยิ่งเมื่อริมฝีปากบางยิ้มมันทำให้เครื่องหน้าที่ดูสวยราวกับภาพวาดนั้นดูงดงามยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านั้น แม้เธอจะเห็นรอยยิ้มนั้นเพียงแค่ครั้งแรกก็เถอะ
ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
นั่นน่าจะเป็นคำถามของฉันมากกว่านะ? ร่างสูงหันมาเลิกคิ้วถามเธอกลับ พร้อมสาวเท้าเดินมาทางที่ร่างบางยืนอยู่
ปฏิกิริยาที่เขาได้รับคืออาการถอยหลังหนีอย่างลนลานของเธอ นั่นทำให้เขาขมวดคิ้วเข้าด้วยกัน ก่อนจะยิ้มอ่อนให้เธอ...
ฉันแค่จะมารวบผ้าม่านด้านนี้... ไม่ต้องกลัวฉันขนาดนั้นก็ได้ ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก แต่อีกฝ่ายก็ยังทำเหมือนพร้อมจะสู้หากเขาขยับเข้าใกล้เธออีกสักก้าวเดียว...
จะให้เธอไว้ใจเขาได้ยังไง ในเมื่อเธอนึกไม่ออกสักนิดว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แถมเธอก็ไม่คุ้นเคยกับห้องนี้เลยสักนิด แล้วเขาที่เธอไม่รู้จักก็โผล่เข้ามาในเช้าวันที่ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยแผล...ซ้ำร้ายกว่านั้น...
เธอจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง...แม้แต่ชื่อของตัวเอง!
เธอพยายามนึกอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ที่เขาถามประโยคแรกกับเธอแล้ว เธอถามตัวเองทันทีว่าเธอรู้จักคนตรงหน้านี้หรือไม่ คำตอบไม่ใช่คำว่า ไม่รู้จัก แต่เป็นคำว่า ไม่รู้
พอถามตัวเองว่าห้องนี้คือที่ไหน? คำตอบของเธอก็เหมือนเดิม คือไม่รู้ และเมื่อถามตัวเองว่า เธอมาที่นี่ได้ยังไง คำตอบก็เหมือนเดิม คือไม่รู้?
เธอมาที่นี่ได้ยังไง?
ไม่รู้
เธอเจ็บตัวได้ยังไง?
ไม่รู้...
ใครทำร้ายเธอ?
ไม่รู้...
และ...ชื่อของเธอคืออะไร?
คำตอบก็คือ...ไม่รู้!
ที่นี่คือที่ไหน? เธอถามเขาที่กำลังรวบม่านสีขาวเข้าด้วนกัน โดยที่ร่างสูงพยายามไม่เข้าไปใกล้ร่างของเธอ เพราะท่าทางหวาดกลัวของเธอนั่นแหละ
แม่ฮ่องสอน คิ้วสวยขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อได้ยินชื่อสถานที่ที่เขาบอก แม่ฮ่องสอน? แล้วมันคือที่ไหนกันล่ะ?
แม่ฮ่องสอน?
อาฮะ ร่างสูงหันมายืนจ้องหน้าอีกฝ่าย มือทั้งสองข้างละจากผ้าม่านที่รวบเสร็จแล้วมาเท้าสะเอว อาการคนตรงหน้าน่าเป็นห่วงนะเนี่ย...
ที่ไหน? คำถามแผ่วเบาของเธอทำเอาคนฟังอึ้ง! โอเค! คนโลกแคบน่าจะมีแน่นอน แต่เขาไม่คิดว่าคนไทยทั้งประเทศจะมีคนที่ไม่รู้จักแม่ฮ่องสอนนะ... อย่างน้อยๆ เพื่อนๆ ของเขาที่เรียนมาด้วยกันก็รู้จักทุกคนแหละ
เธอไม่รู้จักเหรอ? คำตอบที่เขาได้รับก็คืออาการส่ายหน้า พร้อมกับแววตาที่สั่นระริกอย่างเห็นได้ชัดของอีกฝ่าย เป็นจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย...เธอโอเคหรือเปล่า? อาการส่ายหน้าคือคำตอบของเขาอีกครั้ง และแน่นอนว่า อาการของเธอทำเอาเขาวิตกขึ้นมาทันที...เวรล่ะ! นี่คงไม่ใช่โจ๊กขำๆ ตอนเช้าตรู่หรอกนะ... ไม่สนุกแน่ที่ไม่มีคนรู้จักแม่ฮ่องสอน แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่าอาการของหญิงสาวตรงหน้า
ฉัน...ไม่รู้จัก เสียงของเธอเบาหวิวไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดโชยอยู่พร้อมกับเสียงกรุ้งกริ๊งของโมบาย ฉันมาที่นี่ได้ยังไง? ร่างสูงเป็นฝ่ายส่ายหน้าแทน อ้าปากหาคำตอบตอบเธอไม่ได้...
คุณ...เป็นใคร?
ฉันชื่อ มณิตา ดวงตาของเขาจับจ้องริมฝีปากอิ่มของเธอที่กำลังขยับทวนชื่อของเขาซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะมองขึ้นมาสบตากับเขา...
ฉัน...รู้จักคุณหรือเปล่า?
ตอนนี้เธอควรจะถามตัวเองก่อนดีกว่า ว่าเธอรู้จักชื่อของตัวเองหรือเปล่า? เมื่อเจอคำถามย้อนกลับมาอย่างนี้ทำเอาร่างบางของเธอถึงกับเซไปเลยทีเดียว ดีว่าไม่ล้มหัวขมำลงกับพื้น...
มณิตาพูดได้เลยว่า ซวยแล้ว เมื่อคำตอบของเขาคือศีรษะที่มีผ้าพันแผลและผมยาวเป็นลอนของเธอส่ายไปมา... เอาแล้วไงไอ้มิทซ์ บรรลัยไส้แล้วมึง!
ฉันไม่รู้!
......
มณิตานั่งคลึงขมับตัวเอง สลับกับมองหญิงสาวตัวเล็กที่นั่งตักข้าวต้มใส่วิญญาณหมูอันน้อยนิดเข้าปาก ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าเธอคนนี้ความจำเสื่อม! โอ้ย! เคยรู้จักแต่นางเอก ไม่ก็พระเอกในนิยายที่ตัวเองเขียนความจำเสื่อมเท่านั้นแหละ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอครั้งแรกเหมือนกันกับคนความจำเสื่อมจริงๆเนี่ย
เติมมั้ย? เขาเอ่ยปากถาม เมื่อเห็นว่าข้าวต้มในชามนั้นพร่องจนเกือบหมด สาวนิรนามเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับเขา ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ มณิตาเลยขยับตัวลุกขึ้นแล้วยกชามกระเบื้องของเธอขึ้น เดินลงไปชั้นล่างของบ้านพักที่จัดไว้เป็นสำหรับห้องครัว
มณิตาตักข้าวต้ม สมองก็คิดถึงสภาพของหญิงสาวที่เขาเจอเมื่อตอนกลางดึกท่ามกลางฝนที่ตกมาราวกับฟ้าจะถล่มเมื่อคืนก่อนหน้านี้... เธอเดินมาล้มแหมะตรงทางเดินเข้ามาที่กระท่อมของเขาที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาลึกติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เพียงแค่ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำสาละวินไป...แล้วเธอก็ไม่ตื่นอีกเลยจนเช้าวันนี้นี่แหละ
เธอมาทำอะไรที่นี่? แล้วทำไมถึงมีสภาพนั้น...
ร่างสูงของมณิตาเดินขึ้นมาบนกระท่อมอีกครั้งพร้อมกับข้ามต้มที่ดูจะเย็นกว่าครั้งแรกนิดหน่อย แต่คนที่นั่งรออยู่ไม่ได้สนใจมากกว่า รีบกินเพื่อท้องของเธอจะได้ไม่ร้องมากไปกว่านี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอก็ซัดซะเรียบไปแล้วหนึ่งชามใหญ่
มณิตาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดกายลงนั่งที่เดิม มองท่าทางของเธอด้วยความรู้สึกหลากหลาย... เธอเป็นผู้หญิงร่างเล็ก ดูบอบบาง รูปหน้าเรียวเล็กนั้นดูน่าถนุถนอม พร้อมกับดูเซ็กซี่เร้าใจเพราะดวงตาหวานเชื่อมเป็นนิจนั่น จมูกเล็กโด่งเชิด แต่ก็ดูเข้ากับใบหน้าของเธออย่างเหมาะเจาะ ริมฝีปากอวบอิ่ม ดูมีสีเลือดมากขึ้น
ท่าทางของเธอที่กินข้าวต้มราวกับเด็กหิวโหยนั้นทำเอาเขากลั้นยิ้มไว้จนปวดแก้ม จำได้ว่าเขาใช้เวลาอยู่นานไม่ใช่น้อยที่จะเกลี้ยมกล่อมให้เธอกิน หลังจากที่เธอทำท่าจะเป็นลมไปอีกรอบ เมื่อพยายามนึกชื่อตัวเองไม่ออก!
เธอกลัวเขา ก็ไม่แปลกหรอกนะ คนธรรมดาที่ไหนลองตื่นมาแล้วในหัวไม่มีความทรงจำอะไรเหลืออยู่ ไม่ตกใจก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว...
ดวงตาแพรวพราวของมณิตาทอดมองผิวกายเนียนสวยของเธอที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งของเขาเองที่รื้อออกมาจากตู้เสื้อผ้าได้ ส่วนกางเกงขาสั้นของเธอนั้นเขารื้ออกมาจากกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ใกล้ๆ กับตัวของเธอตอนที่เขาพบร่างของเธอหมดสติอยู่
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอก่อนหน้านี้ ทำไมเธอถึงมีสภาพอย่างนั้นได้...เขาคิดว่าเธอคงได้รับกระทบกระเทือนทางสมองแน่ๆ เพราะบริเวณท้ายทอยของเธอมีบาดแผลอยู่ แม้มันจะไม่รุนแรงถึงขึ้นต้องเย็บ แต่ตอนที่เขาทำแผลให้กับเธอ เขาเดาได้เลยว่ามันก็หนักพอควรนั่นแหละ และมันคงจะทำให้ปวดไปอีกหลายวันแน่ๆ
อิ่มหรือเปล่า? มณิตาถาม อีกฝ่ายพยักหน้า เขาเลยปรายตาไปทางยาแก้ปวดสองเม็ดที่วางอยู่ใกล้ๆ นั้น เป็นเชิงบอกให้เธอกินมันตามไป อีกฝ่ายมีท่าทางอึกอักจนเขานึกอยากจะขำ ทั้งที่สมองทำงานหนัก
ไม่ต้องไว้ใจฉันก็ได้ เขาพูดยิ้มๆ ถ้าเขาจะทำร้ายเธอนี่ เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะรอดไปได้หรือเปล่า แล้วเขาก็คงไม่รอจนเธอกินอิ่มมีแรงขัดขืนขนาดนี้หรอก
เปล่า... อยากจะรออีกนิด ตอนนี้ในท้องตีกันวุ่นไปหมด
อิ่มจัดว่างั้น อีกฝ่ายไม่ตอบ มีแต่สีแดงระเรื่อแต่งแต้มแก้มทั้งสองเท่านั้น ถ้าไม่ติดตรงรอยช้ำที่แก้ม ภาพหญิงสาวตรงหน้าคงดูน่ารักกว่านี้อีกโข...ใครกันนะช่างทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนี้ได้ลงคอ
งั้นเดี๋ยวค่อยกินละกันนะ มณิตาพูดก่อนจะลุกขึ้นเก็บชามข้าวต้มที่เกลี้ยงไม่เหลือข้าวสักเม็ดเดินลงไปที่ห้องครัวเล็กๆ ใต้ถุนกระท่อม เขาเอามันใส่ไว้ในกะละมังพลาสติกที่มีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง ก่อนจะจัดการล้างมันพร้อมกับจานชามอีกสองสามใบ
ร่างเล็กบอบบางหยิบยาสองเม็ดเข้าปากตามด้วยน้ำในแก้วพลาสติกใบเก่า เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองตามร่างสูงที่ทำอะไรอยู่ที่ใต้ถุน...
เธอรู้สึกขอบคุณเขาจริงๆ ที่คอยดูแลตลอดเวลาที่เธอนอนหลับไม่ได้สติ ตลอดเวลาที่เธอหลับๆ ตื่นๆ เธอรู้สึกได้ว่าได้รับการดูแลจากร่างสูงเป็นอย่างดี ขนาดเขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน...
นี่เสื่อม! คนฟังถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้น เธอหันไปมองเขาด้วยดวงตาตกใจเล็กน้อย อีกฝ่ายถึงกับถอนหายใจ
ฉันไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไร? เลยเรียกว่า เสื่อม เพราะตอนนี้ดูเหมือนเธอจะความจำเสื่อม โอ้... ช่างเป็นชื่อที่...
ร้ายกาจมาก ยัยผู้หญิงหล่อเกินชาย!
มณิตาไหวไหล่ เขาไม่รู้จริงๆ นี่ว่าเธอชื่ออะไร ตอนที่ถือวิสาสะรื้อกระเป๋าเดินทางของเธอเขาก็ไม่เห็นกระเป๋าเงิน หรืออะไรที่จะเก็บเอกสารที่บ่งชี้ว่าเป็นเธอไว้สักชิ้น...ทำหายตรงไหนก็ไม่รู้? แล้วโผล่มาที่สุดเขตแดนประเทศไทยได้ยังไง เขาก็ชักงง
แต่ฉันคิดว่าฉันไม่ได้ชื่อเสื่อม มณิตาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะยิ้มเผล่เดินผ่านหน้าเธอไปในห้อง
ยังไงก็เถอะ... เราคงต้องอยู่ด้วยกันอีกหลายวัน เพราะทางลงหมู่บ้านขาด ต้องรอให้ระดับน้ำลดลง แล้วก็ทำสะพานใหม่ เธอคงอยากจะอาบน้ำ ห้องน้ำอยู่ตรงโน้น สาวสวยที่ได้นามใหม่ว่า เสื่อม มองตามปลายนิ้วของเจ้าของกระท่อม เธอเห็น...เอ่อ... กระท่อม? หรือ ซุ้ม หรือเพิงเล็กๆ ดีล่ะ แต่ดูภายนอกมันก็มิดชิดดีอยู่หรอก
นี่ ของของเธอ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะรื้อหรอกนะ แต่กระเป๋ามันเปียกไปหมด ที่พอใช้ได้คงเท่านี้แหละ ไอ้ที่พอใช้ได้ของเขาน่ะ ก็คือแค่ผ้าเช็ดตัวแล้วก็เสื้อยืดตัวโคร่งที่ดูจะไม่น่าใช่ของเธอแล้วก็กางเกงเล ซึ่งก็ดูจะไม่ใช่ของเธอเช่นกัน...
เสื้อกับกางเกงน่ะของฉัน แต่ผ้านั่นน่ะ ของเธอ...แล้วก็อาบน้ำ อย่าเปลืองนักล่ะ เพราะไม่อย่างนั้นเธอต้องเป็นคนตักน้ำจากแม่น้ำนั่น มาใส่ถังเอง เขาพูดต่อ เธอก็แค่พยักหน้างงๆ ดูระยะทางจากสถานที่ที่เขาเรียกว่าห้องน้ำกับแม่น้ำที่มีสีขุ่นขลั่ก เพราะฝนตกแล้วเธอก็แอบกลืนน้ำลาย น่าจะราวๆ สามสิบเมตร...
ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ มันน่าจะทำให้เธอสบายตัวขึ้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปในห้องอีกครั้ง
คนสวยได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำ
มณิตามองตามร่างเล็กๆ บางๆ นั้น ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใช่ว่าเขามองไม่เห็นแววตาเศร้าโศกของเธอหรอกนะ แต่เขาไม่รู้จะพูดยังไง เรื่องความจำเสื่อม ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะพูดๆ อะไรก็ได้
เขาเข้าใจดี... เข้าใจอย่างถึงที่สุดนั่นแหละ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้มันรู้สึกยังไง...
ความหงุดหงิด ทรมาน เมื่อตอนที่พยายามจะนึกให้ออกมันเป็นยังไง เขารู้ซึ่งถึงความรู้สึก เพราะทุกวันนี้...เขาก็อยู่ในสภาพเดียวกับเธอ...
สภาพของ...คนความจำเสื่อม!
++++
บอกไว้ให้เตรียมใจกันไว้ก่อน แต่งสด ไม่มีสต็อค อย่าทวง มีอารมณ์จะมาต่อให้...กร้ากกกก...
เอาน่า...ช่วงนี้วายของนกฮูกน้อยมันเสื่อม...มาเจอนิยายของซาน้อยบ้างจะเป็นไรไปล่ะ...
ดราม่ามั้ย? ไม่รู้... สนุกมั้ย? ก็แล้วแต่คน...แต่ที่แน่ๆ สไตร์ซาเคียว
By : ซา'เคียว   Date : 15 May 2010 00:04
|