ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนกระทั่งมัธยมปลาย
เราเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอด เราเริ่มเรียนสหเป็นครั้งแรกก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัย
ซึ่งสร้างความอีดอัดใจให้กับตนเองพอควร เพราะเราไม่รู่วิธีการพูดคุยกับผู้ชาย
ที่คณะของเราแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ทั้งนี้เพื่อให้พี่ดูแลน้องได้สะดวกขึ้น
เรารู้สึกรำคาญกับการที่คนนั้นจีบคนนี้ คนนี้แย่งคนโน้น เราจึงเลือกเดินออกมา
เพื่อเป็นนักกีฬาคณะ รวมทั้งทำกิจกรรมคู่ไปด้วย พี่ๆ ที่ห้องกิจกรรมดูแลเราและเพื่อนๆ
ดาก นอกจาการทำกิจกรรมแล้ว พี่ๆ ยังช่วยติวให้ เพื่อไม่ให้เกรดตก
และเพื่อให้สามารถเลือกเข้าภาควิชาทึ่ตนถนัดได้ในปีสอง เราโชคดีได้เรียนในภารควิชาที่เลือกไว้เป็นอัยดับแรก
ช่วงปีสองเทอมปลายนี่เองที่เราเริ่มมีความรักกับเพื่อนร่วมกิจกรรม
เค้าเป็นคนที่อบอุ่น เป็นที่ปรึกษาของเพื่อนของน้อง และเป็นที่รักของรุ่นพี่
เรารักเค้ามากทีเดียว รักขนาดคิดว่าคนนี้นี่แหละที่เราจะร่วมชีวิตด้วยเมื่อเราเรียนจบ
เรากับเค้าจะไปมหาวิทยาลัยแต่เช้า รอกินข้าวด้วยกัน ตอนเย็นก็ไปส่งที่บ้านเราทุกวัน
หนักๆ เข้าเราเริ่มกลับบ้านมีดลง เพราะเราใช้เวลาขลุกอยู่กับเค้าในห้องกิจกรรมจนมืดค่ำ
นานๆไปเราก็ใช้ห้องนั้นเป็นห้องพลอดรัก และก็จบลงด้วยการไม่มีเสื้อผ้าอยู่บนร่างกาย
เค้าพยายามล่วงล้ำภายใน แต่เราไม่ยอมเพราะกลัวท้อง บางทีถ้าห้องกิจกรรมมีคนอยู่
เราก็จะไปตามที่มืดๆ นั่งกอดจูบกัน มีครั้งนึงที่เราอายมาก
เนื่องจากมีนักการของคณะผ่านมาพบเข้า แล้ววันนึงเราก็เจอซองบุหรี่ในล็อกเกอร์ที่กับเค้าใช้ร่วมกัน
เค้าขอคืน แต่เราบอกว่าเราเอาทิ้งไปแล้วเค้าจึงย้ายของออกจากล็อกเกอร์จนหมด
จากนั้นก็เริ่มตีตัวออกห่าง ครั้นเราถามว่าทำไมเค้าช่างเอาใจคนอื่นๆ
แต่กับเราเค้ากลับไม่เอาใจเลย เค้าตอบได้ดีมาก แต่ยังไงซะเราก็ทำใจรับไม่ได้
เค้าบอกว่าพวกนั้นเป็นคนอื่น เค้าปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นโดยที่เค้ารู้สึกว่าไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของเค้า
ซึ่งต่างจากเราซึ่งเป็นคนพิเศษ เวลาที่เค้าอยู่กับเรามันเป็นตัวตนที่แท้จริงของเค้าเองจึง
ไม่นานนักเค้าเริ่มหายออกจากห้องกิจกรรม และเมื่อบังเอิญต้องมาเจอกัน
เค้าจะรีบหลบทันที วันนึงเค้าหลบเราไม่พ้น เราจึงขอคุยกับเค้าตรงๆ
ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเค้าจึงจงใจหลบเรา เราบกพร่องอย่างไร
จะให้แก้ไขอะไรเพื่อกลับมาเป็นเหมือเก่าได้ไหม เค้าตอบว่าเค้าก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า
ทำไมเค้าต้องมากินข้าวเช้า แล้วก็ต้องส่งกลับบ้านด้วย ณ วินาทีนั้น
เราเสียดายความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีต่อเค้ามาก เค้าทำให้รู้สึกว่าเราเนี่ยช่างไร้ค่าจริงๆ
เราจึงบอกเค้าว่า ก็ได้ แล้วเธอเคยดูว่าฉันจะดัดหลังเธอยังไง
เค้ามองหน้าแล้วย้อนถามว่า พูดอะไรนะ เราไม่อบได้แต่เดินออกมา
แล้วเราก็ไม่กลับไปที่ห้องกิจกรรมอีกเลย เราเริ่มต้นใหม่ จากที่ต้องไปไหนมาไหนกับเค้า
กลับกลายเป็นว่าไปทุกที่เพียงคนเดียว เราเริ่มตั้งใจเรียนใหม่
ซื้อหนังสืออ่านหลายฉบับ ไปห้องสมุด และว่ายน้ำ จวบจนกระทั่งรับปริญญา
และทำงาน ตลอดสามปีที่ทำงาน เราได้รับจดหมายจากเค้าโดยฉีกทิ้งลงขยะทั้งๆยังไม่เปิดอ่าน
เคยมีเพื่อนรุ่นพี่จัดฉากทำทีพาไปเลี้ยงข้าว ซึ่งที่แท้ก็นัดเค้าเพื่อมาขอคืนดี
เราปั้นหน้าร่าเริง ทำทีพูดคุยด้วยดีๆ จากนั้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
แล้วรีบเรียกแท็กซี่กลับบ้าน โดยไม่ลืมกำชับแม่ว่า ถ้าเค้าตามมาให้บอกว่าเราไปค้างบ้านเพื่อน(ทั้งที่เราไม่เคยไปค้างบ้านใครเลย)
ต่อมามีจดหมายมาอีกฉบับ ครั้งนี้เรายอมใจอ่อนเปิดซองดู พบเพียงธนบัตรที่มีลายเซ็นของเค้า
คงแค่อยากบอกให้รู้ว่าเค้าไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว ภายหลังเรามีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนรัก
เห็นเธอทำหน้าอมยิ้มบอกว่าจะให้เจอใครคนนึง ถามยังไงก็ไม่บอก
เค้านั่นแหละที่เดินเข้ามาในห้องรับแขก เรารู้สึกโกรธเพื่อนรักมาก
แต่ต้องปั้นสีหน้ายิ้มแย้มเข้าไว้ หลังจากวันนั้น เราต่อว่าเพื่อนขนานใหญ่
พร้อมกับทราบข่าวว่าเค้าแต่งงานไปแล้วกับสาวต่างชาติ
เรื่องราวที่เล่ามาเราหวังเพียงแค่เป็นอุทาหรณ์แก่น้องๆ
ผู้หญิงให้รับรู้ว่า ชีวิตรักในวัยเรียนมันไม่แน่นอนและมั่นคง
และไม่คุ้มค่ากับการเอาตัวของเรามอบให้กับคนรักคนแรก ทุกวันนี้แม้เราจะแต่งงานมีครอบครัว
มีลูก และเรื่องราวที่เล่ามามันผ่านมาเกือบยี่สิบปี แต่มันเป็นความทรงจำเลวๆที่เรายังไม่สามารถลืมได้
เรายังคงรู้สึกเสียใจที่ใฝ่ต่ำให้คนอื่นมาเชยชมร่างของเราได้ยังไง
เรานึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเรายอมให้เค้าล่วงล้ำเข้าไปภายในเราจะยิ่งทรมาณใจขนาดไหน
|
ถ้าชอบหน้านี้
แนะนำหน้านี้ให้เพื่อนคุณทางเมล ได้ที่นี่
|